ประวัติความเป็นมาของอำเภอขุนยวม

ประวัติอำเภอขุนยวม
           บ้านขุนยวมมีนามเดิมเป็นภาษาไทยใหญ่ว่า “บ้านกุ๋นยม” แต่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของพวก(ลัวะ)มาก่อนประมาณ 350 ปีไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดทราบจากคำบอกเล่าสืบทอดติดต่อกันมา และสังเกตจากวัดร้างที่มีพระธาตุเจดีย์ซึ่งชำรุดทรุดโทรม และพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์สมัยเชียงแสน ผีมือชาวลัวะ สร้างไว้หลายสิบองค์ปรากฏอยู่ ลัวะเป็นเชื้อชาติที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น สร้างบ้านเรือนอยู่ที่ไหนก็จะสร้างวัดอารามขึ้นไว้เป็นที่เคารพสักการะ บูชา เช่นเดียวกับชาวไทยใหญ่สันนิษฐานตามหลักฐานที่พบเห็นแล้ว บ้านขุนยวมเคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อน ทั้งนี้โดยคาดคะเนจากหลักฐานวัดร้างที่อยู่ทั้งในและนอกบริเวณเขตสุขาภิบาลประมาณ 15 แห่ง ปัจจุบันบริเวณดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงบ้าง โดยเฉพาะทางแถบบริเวณตอนเหนือของหมู่บ้าน
ตามหลักฐานที่สามารถยืนยันได้เมื่อ พ.ศ.2390 บ้านขุนยวมเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประมาณ 20 หลังคาเรือนเท่านั้น ยังไม่เจริญใหญ่เช่นในปัจจุบัน เป็นหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นก่อนหมู่บ้านอื่นในเขตอำเภอขุนยวม ประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อพยพมาจากรัฐฉานของสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า และส่วนมากเป็นผู้มีเชื้อสายไทยใหญ่ เริ่มตั้งหมู่บ้านครั้งแรก จากริมห้วยข้างวัดโพธารามปัจจุบันขึ้นไปทางทิศเหนือจนถึงศาลเจ้าพ่อหลักเมือง (เจ้าเมือง) แล้วจึงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนที่ราบบนภูเขา อากาศหนาวลมพัดผ่านอยู่ตลอดเวลา การถ่ายเทของอากาศดีมากจนไม่จำเป็นต้องง้อเครื่องปรับอากาศยี่ห้อใดๆทั้งสิ้น แต่มาถึงปัจจุบันอุณหภูมิชักจะไม่แน่นอนเพราะป่าไม้ถูกตัดฟันทำลายไปมากต่อมากแล้ว

ความหมายของขุนยวม
            “ขุนยวม” สำเนียงท้องถิ่นออกเสียงเป็น”กุ๋นยม”กุ๋น คือ ขุน มีความหมายเช่นเดียวกับขุนเขา ขุนห้วย คือเป็นภูเขาขนาดย่อมที่เป็นแหล่งเกิดของแม่น้ำลำธาร “ยม” เป็นชื่อใช้เรียกตนไม้ชนิดหนึ่งในภาษาไทยใหญ่ ไม้ยมขึ้นอยู่ตามภูเขาแถบนี้มาก จึงเรียกแถบนี้ว่ากุ๋นยม ส่วนแม่น้ำที่ไหลผ่านบริเวณแถบนี้ก็เรียกว่า น้ำยม เพราะมีต้นน้ำเกิดเกิดมาจากภูเขาที่มีต้นไม้ยมมาก อาจจะเรียกว่าแม่น้ำแห่งต้นไม้ยมก็ได้แม่น้ำยมหรือ ยวม นี้ กว้าง 15 เมตร ยาว 215 กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดจากหุบเขาในหมู่บ้านที่มีกะเหรี่ยงบ้านแม่ยวมน้อย ตำบลแม่ยวมน้อย อำเภอแม่ยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ำยวมมีความยาวมาก สามารถอำนวยประโยชน์แก่กิจการเกษตรของประชาชนในเขตอำเภอขุนยวม อำเภอแม่ลาน้อย และอำเภอแม่สะเรียงเป็นอันมาก นอกจากจะใช้ประโยชน์ทางการเกษตรแล้วแม่น้ำยวมยังใช้เป็นทางสัญจรไปมาค้าขายระหว่างหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอต่างๆอีกด้วย แม่น้ำยวมเริ่มต้นไหลจากป่าเขาในเขตตำบลแม่ยวมน้อย ผ่านบ้านขุนยวมไหล พุ่งไปทางทิศตะวันตกผ่านหมู่บ้านต่างๆ ในเขตหมู่บ้านต่อแพ ตำบลแม่เงา แล้ววกกลับมาผ่านมาหมู่บ้านต่างๆ ในเขตตำบลเมืองปอน ตำบลแม่ลาหลวง อำเภอแม่ลาน้อย และหมู่บ้านต่างๆ ในเขตอำเภอแม่สะเรียง แล้วไหลลงสู่แม่น้ำเมยที่เมียวดี อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เฉพาะในเขตอำเภอขุนยวมได้ใช้แม่น้ำยวมเป็นประโยชน์ทางการเกษตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 11,812 ไร่ คิดเป็นเงินประมาณ 28,643,750 บาท ด้วยเหตุดังกล่าว ชาวไทยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มน้ำแห่งนี้จึงเรียกว่า “บ้านกุ๋นยม” ส่วนแม่น้ำก็เรียกว่า “น้ำยม” เพราะเรียกตามชื่อของต้นไม้ที่มีอยู่ทั่วไปนั่นเอง
ไม้ยมแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ไม้ยมหอม กับไม้ยมเหม็น ไม้ยมหอมเป็นไม้เนื้ออ่อนมีลักษณะเป็นไม้สีแดงมีกลิ่นหอมอ่อนๆใบคล้ายใบมะม่วง กว้างประมาณ 2 ยาวประมาณ 5 ส่วนไม้ยมเหม็น (บางแห่งเรียกว่าไม้ยมหางก่าน) มีลักษณะสีเหลืองอ่อน   เนื้อแข็งเหมือนไม้แดง กลิ่นเหม็นเล็กน้อยลักษณะใบคล้ายใบลำไยเชียงใหม่ มีผลขนาดลูกพุทรา ไม้ทั้งสองชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นมีลำต้นสูงใหญ่ มีอายุยืนถึง 1,000 ปี สมัยก่อนนิยมใช้ทำเครื่องเรือนและเครื่องเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ  เพราะมีสีสันและลวดลายสวยงาม น้ำหนักเบาแต่เนื้อไม้แข็งพอๆกับไม้สัก เป็นไม้ที่ชอบอากาศเย็นปัจจุบันยังคงมีหลงเหลืออยู่บ้างเล็กน้อย แต่มีขนาดใหญ่โตพอที่จะทำประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เพราะตัดฟันทำลายไปมากต่อมากแล้ว

ประวัติทางการปกครอง
           พ.ศ.2409 มีชาวไทยคนหนึ่งชื่อว่า “พะก่าเต๊กชาน” หรือเรียกในภาษาพม่าว่า “ชานกะเล” และปู่ขุนโท๊ะได้ย้ายครอบครัวจากบ้านแม่ฮ่องสอนมาอยู่บ้านขุนยวม และชาวบ้านขุนยวมพร้อมใจกันตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตามลำดับ ทั้งสองได้ร่วมกันปกครองและพัฒนาหมู่บ้านขุนยวมประมาณ 8 ปี
พ.ศ.2415 นอกจากจะพัฒนาหมู่บ้านขุนยวมให้เจริญแล้ว ชานกะเลกับปู่ขุนโท๊ะยังได้ติดต่อค้าขายไม้สักกับชาวอังกฤษซึ่งมายืดครองประเทศพม่า ( 2409 – 2415) และรวบรวมเงินส่งไปถวาย (ส่งส่วย) เจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นจำนวนมากทำให้เจ้าอินทรวิชยานนท์  เจ้าเมืองเชียงใหม่ในสมัยนั้นโปรดปรานถึงกับเรียกตัวบุคคลทั้งสองเข้าเฝ้า ณ เมืองเชียงใหม่ และให้ช่วยงานราชการภายในวังที่เมืองเชียงใหม่เป็นเวลา 2 ปี (2415 – 2417) เพื่อเป็นการทดสอบน้ำใจและพฤติกรรมของบุคคลทั้งสอง ครั้นได้ประจักษ์ในน้ำใจและพฤติกรรมอันดีงามพร้อมทั้งมองเห็นลักษณะกล้าหาญ มีปัญญาเฉียบแหลม เฉลียวฉลาด มีลักษณะผู้นำที่ดี จึงโปรดให้ยกบ้านแม่ฮ่องสอนขึ้นเป็นเมือง และตั้งให้ชานกะเลเป็นเจ้าเมืองคนแรก ภายใต้ราชทินนามว่า”พญาสิงหนาทราชา”ในปี พ.ศ.2417 นั้นเอง พร้อมทั้งยกเมืองขุนยวมขึ้นเป็นเมืองรองตั้งให้ปู่ขุนโท๊ะเป็นผู้ปกครองนามว่า “พญาขันธเสมาราชานุรักษ์”นับว่าเป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองขุนยวม
ต่อมา พ.ศ.2427 พญาสิงหนาทราชาได้ถึงแก่อสัญกรรมลง ทางเชียงใหม่ตั้งให้เจ้านางเมี๊ยะ ภรรยาของพญาสิงหนาทราชาเป็นผู้ปกครองเมืองแม่ฮ่องสอนแทน และย้ายพญาพะก่าตองเป็นเจ้าเมืองปกครองสืบต่อเป็นคนที่ 2
ในสมัยที่พญาพะก่าตองเป็นเจ้าเมืองขุนยวมนั้น มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นที่ควรบันทึกไว้ คือ เจ้าเมืองเชียงใหม่ส่งเจ้าราชเป็นตัวแทนมาราชการชายแดน เจ้าราชรอนแรมมาถึงหมู่บ้านขุนยวมพบสาวงามลูกของนายแดง (นายแหลง) ซึ่งเป็นเพื่อสนิทกันกับพญาพะก่าตอง ก็เกิดรักใคร่ชอบใจเป็นอันมากแต่ลูกสาวของนายแดงไม่ชอบไม่ยินยอมพร้อมใจด้วย เจ้าราชจึงใช้อำนาจบาตรใหญ่หักหาญน้ำใจนายแดง ข่มขืนลูกสาวนายแดงจนเป็นผลสำเร็จ ขณะที่เจ้าราชเสร็จกิจข่มเหงน้ำใจคนแล้วกำลังก้าวออกจากประตูห้องนอนของสาวงามอยู่นั้น นายแดงบิดาของสาวงามเกิดความแค้นสุดขีด จึงชักดาบฟันเจ้าราชคอขาดตายคาประตูห้องนอนของสาวงามนั้นนั่นเอง พญาพะก่าตองสั่งให้นำศพของเจ้าราชไปฌาปนกิจทางไหล่เขาทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน สถานที่ดังกล่าวจึงได้นามว่า “กุงเจ้าราช” ตั้งแต่วันนั้นมาจนตราบเท่าวันนี้ แต่ชาวบ้านทั่วไปจะเรียกเพี้ยนเป็น “กุงจะลาด” เจ้าเมืองขุนยวมได้รายงานเรื่องราวไปยังเจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้ส่งคนออกมาไต่สวนข้อความจริง ปรากฏว่าเจ้าราชเป็นคนผิดจริงไม่ติดใจเอาเรื่องเอาราวใดๆทั้งสิ้น เรื่องเลยเงียบไปคงเหลือไว้แต่สถานที่บริเวณกุงเจ้าราชเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึงการประพฤติลุแก่อำนาจกิเลสจนกล้าข่มเหงน้ำใจคนและปรากฏผลที่น่าอับอายชั่วลูกชั่วหลานและบริเวณดังกล่าวนี้มีลักษณะแปลกคือดินจะมีสีแดง ดั่งสีเลือดเป็นหย่อมๆและไม่มีต้นไม้หรือต้นหญ้าขึ้นในบริเวณดังกล่าวนั้น

รายนามผู้ครองเมืองขุนยวม
1. พญาขันธเสมาราชานุรักษ์ (ปู่ขุนโท๊ะ)
2. พญาพะก่าตอง
3. พญาก้างจาบริหาร
4. พญารัตนเขต
5. ท้าวพิบูลย์
6. ท้าวคำนวย ยวมกิจประชา (คนสุดท้าย)

            พ.ศ.2453 ประเทศไทยยกเลิกการปกครองระบบมณฑลสถาปนาเมืองแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย ส่งผู้ว่าราชการจังหวัดจากกรุงเทพมหานครมาเป็นผู้ปกครอง พร้อมทั้งยกเมืองขุนยวมขึ้นเป็นอำเภอ มีนายอำเภอเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชา สำหรับท้าวคำนวณ ยวมกิจประชา ได้รับแต่งตั้งเป็นกำนันคนแรกของตำบลขุนยวม

 

กลับหน้าหลัก